หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Jabra Sport Pulse Wireless

Jabra Sport Pulse Wireless หูฟังวัดชีพจรได้



ตลาดอุปกรณ์เสริมสำหรับออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ถือเป็นอีกหนึ่งตลาดที่แบรนด์ไอทีหลายๆแบรนด์หันมาให้ความสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มที่ผลิตอุปกรณ์เสริมสำหรับเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนอยู่แล้วอย่าง Jabra ที่โดดเด่นในเรื่องของหูฟังบลูทูธ ก็หันมาให้ความสำคัญกับตลาดนี้ด้วยเช่นเดียวกัน 


  สิ่งที่ Jabra Sport Pulse Wireless ทำคือการพัฒนาหูฟังสำหรับใช้ใส่ออกกำลังกาย ด้วยการเพิ่มเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจที่ใบหูเข้าไป ประกอบกับการพัฒนาแอปพลิเคชัน Jabra Sport มาใช้ร่วมกันเพื่อนำข้อมูลต่างๆมาวิเคราะห์ให้ผู้ใช้งานได้นำไปคำนวนเพื่อการออกกำลังกายให้ได้สุขภาพดีที่สุด

การออกแบบและสเปก 


  ในมุมของการออกแบบ Jabra ต้องการวางให้เป็นหูฟังบลูทูธแบบสปอร์ต กล่าวคือ สามารถใช้ใส่ในการออกกำลังกายได้ โดยไม่มีปัญหาหูฟังหลุดออกจากใบหู ทั้งขณะเดิน วิ่ง หรือขี่จักรยาน ส่งผลให้ภายในกล่องจะมีขนาดของที่ครอบหูฟังให้เลือก 4 ชนิด กับขนาดจุกยางอีก 4 แบบ เพื่อให้รับกับการใช้งานของผู้ใช้ทุกวัย


 เนื่องจากเป็นหูฟังแบบบลูทูธ สเตอริโอ ทำให้ต้องมีส่วนที่เป็นทั้งหูฟัง ซึ่งรองรับสัญญาณบลูทูธ และเพิ่มฟังก์ชัน NFC มาให้ใช้ในการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน โดยจะมีสายคล้องหูฟังทั้ง 2 ข้างเข้าด้วยกัน ซึ่งในขณะใส่ถ้าสายคล้องยาวไปก็มีตัวยึดสายมาให้เลือก และสำรอง เป็นสีเหลือง 1 อัน และสีดำ 2 อัน 


  ฝังของหูฟังข้างขวาเมื่อถอดที่ครอบออกมาจะเป็นช่องเสียบสายชาร์จแบบไมโครยูเอสบี ใกล้ๆกับจุกยางจะมีไฟบอกสถานะต่างๆ อย่างเปิดหูฟังจะเป็นสีเขียว ปิดหูฟังจะเป็นสีแดง ไฟกระพริบแสดงสถานะว่ากำลังอยู่ในโหมดรอการเชื่อมต่อ
       
       ถัดลงมาจากสายจะเป็นปุ่มควบคุม ที่มีการฝั่ง NFC ไว้ภายในพร้อมกับไมค์โครโฟน ในจุดนี้จะมีปุ่มกลาง สำหรับใช้สั่งงานทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการกดเพื่อรับสาย วางสาย สั่งเล่นเพลง และเข้าสู่โหมดสั่งงานด้วยเสียง พร้อมกับปุ่มปรับระดับเสียงขึ้น และลงด้วย 

   ส่วนหูฟังข้างซ้าย จะมีสัญลักษณ์คลื่นหัวใจ บอกว่าเป็นที่อยู่ของเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ เมื่อใส่เข้าไปเซ็นเซอร์ดังกล่าวจะตรงกับใบหูส่วนใน และจะวิเคราะห์ออกมาเป็นอัตราการเต้นของหัวใจ ที่จะแสดงผลบนแอปพลิเคชันในสมาร์ทโฟน และตรงส่วนนอกจะเป็นปุ่มสั่งงานการออกกำลังกาย (Sports Button)
       
       สำหรับ Jabra Pulse จะมีน้ำหนักราว 16 กรัม ขนาดอยู่ที่ 18 x 21 x 32 มิลลิเมตร ระยะการเชื่อมต่อบลูทูธ 4.0 ประมาณ 10 เมตร รองรับการเชื่อมต่อทั้งหมด 8 เครื่อง แต่สามารถใช้งานพร้อมกันได้ 2 เครื่อง ระยะเวลาการใช้งานต่อเนื่องประมาณ 4 ชั่วโมง 30 นาที

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจ 

 ในส่วนของการสั่งงานหูฟัง จะทำผ่านปุ่มกลางตรงรีโมทควบคุม ซึ่งจะมีหลายฟังก์ชันให้เลือกกด ไม่ว่าจะเป็น การกดค้าง 3 วินาที เพื่อเปิด-ปิด กด 1 ครั้ง สำหรับรับสาย วางสาย หรือ เล่นเพลง หยุดเพลง กด 2 ครั้งขณะมีสายเข้าเพื่อตัดสาย หรือกด 2 ครั้งเพื่อเรียกออกไปยังสายล่าสุดที่สนทนา
       
       ส่วนปุ่ม Sports Button จะสามารถใช้ในการควบคุมกิจกรรมต่างๆ อย่างเช่น เรียกใช้งานแอปให้กดปุ่ม 1 ครั้ง ถ้าต้องการเริ่มออกกำลังกายให้กดปุ่มค้าง 1 วินาที 1 ครั้ง ถ้าต้องการเปิด-ปิดการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ให้กดปุ่มค้างไว้ 10 วินาที
       
       ขณะกำลังออกกำลังกายสามารถกดปุ่มค้าง 1 วินาที 1 ครั้ง เพื่อพัก และเริ่มต่อ หรือ กด 1 ครั้งเพื่อฟังรายละเอียดการออกกำลังกายต่างๆ อย่างระยะทาง ความเร็ว อัตราการเต้นของหัวใจ หรือกด 2 ครั้ง เพื่อเปิด-ปิด การแจ้งเตือนข้อมูลต่างๆ 


หลังจากนั้นมาดูกันที่ความสามารถของตัวแอปพลิเคชันที่ติดตั้งบนแอนดรอดย์โฟนกันบ้าง เมื่อติดตั้งเสร็จจะขึ้นหน้าจอการตั้งค่าต่างๆ ประมาณ 6-7 ขั้นตอน ไล่ตั้งแต่การใส่เพศ ส่วนสูง น้ำหนัก วันเกิด ค่าการแสดงผล แนะนำการสวมใส่ โดยเฉพาะหูฟังฝั่งซ้าย และขวา 


 ถัดมาก็จะแนะนำถึงการสวมใส่ให้มีขนาดที่พอดีกับหู จากการที่มีมาให้เพิ่มเติม 4 ขนาดด้วยกัน เมื่อสวมใส่เสร็จแล้วก็จะขึ้นการตรวจจับชีพจร โดยให้ยืนอยู่กับที่ประมาณ 15 วินาที เพื่อหาค่าเฉลี่ยการเต้นของหัวใจ แล้วก็จะสามารถเข้าใช้งานได้ 

ในส่วนของหน้าจอการใช้งานจะมีหน้าจอหลัก ที่แสดงผลว่า ตอนนี้ตรวจจับชีพจรอยู่ รับสัญญาณ GPS ได้ ระยะเวลาการใช้งานเหลือเท่าไหร่ และแสดงผลชีพจร ถัดลงมาส่วนล่างเป็นจุดที่ไว้ให้ผู้ใช้เลือกกิจกรรมที่จะออกกำลัง ตั้งเป้าหมาย สั่งให้เล่นเพลงทันที และปรับแต่งหน้าจอแสดงผลขณะกำลังออกกำลังกาย
       
       เมื่อกดที่อักษร Jabra มุมซ้ายบน จะเป็นการเรียกการตั้งค่าต่างๆขึ้นมา อย่างการเล่นเพลง เลือกรูปแบบการออกกำลัง ดูประวัติการออกกำลัง รวมถึงกิจกรรมสนุกๅอย่างการเข้าไปดูรางวัลที่ได้รับจากการออกกำลังกาย และสุดท้ายเป็นการทำเทส
       
       ส่วนของการทดสอบร่างกายจะมีด้วยกันทั้งหมด 3 ประเภท คือ Rockport Test คือการเดินในระยะทาง 1.61 กิโลเมตร เพื่อวัดปริมาณการใช้ออกซิเจน (VO2 max) ถัดมาคือ Orthostatic Heart Rate Test ที่ให้เดินสลับเท้าบนขั้น 15 นาที (คล้ายๆกับการไปทดสอบร่างกาย) หลังจากนั้นยืนนิ่งๆ 15 นาที เพื่อวัดการเต้นของหัวใจ และสุดท้าย Resting Heart Rate Test โดยให้นอนพักสบายๆ 2 นาที เพื่อวัดการเต้นหัวใจปกติ 


ในส่วนของกิจกรรมที่มีให้เลือกจะมีทั้ง การสิ่ง ปั่นจักรยาน เดิน เดินขึ้นเขา เล่นสกี เล่นสเก็ต และเดิน-วิ่ง บนลู่วิ่ง ในส่วนของเป้าหมายการออกกำลัง จะมีให้เลือกทั้ง การเก็บข้อมูลทั้งหมด การตั้งเป้าหมายอย่าง ต้องการวิ่งระยะทางเท่าใด เวลาเท่าใด หรือเผาผลานแคลอรีเท่าใด เลือกที่จะตั้งระยะการวิ่งเฉลี่ยต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร (Pace) ตั้งโซนวัดอัตราการเต้นของหัวใจ หรือจะตั้งเป้าหมายตามที่ต้องการ 
  
เมื่อเลือกเป้าหมายและพร้อมที่จะเริ่มออกกำลังแล้ว ก็จะเข้าสู่หน้าจอแสดงผลขณะออกกำลังกาย ที่จะมีบอกระยะเวลาที่ออกกำลังกาย โซนของอัตราการเต้นชีพจร หรือจะเลือกดูจังหวะการเต้นของหัวใจ ระยะทาง ความเร็ว ปริมาณแคลอรี่ที่เผาผลาน และแผนที่ได้ 


  ในส่วนของการตั้งค่าทั่วไป จะมีให้เลือกว่า จะเปิดใช้ GPS ร่วมกับกิจกรรมใดบ้าง และขณะออกกำลัง จะให้บอกผลอะไรบ้าง เช่น ระยะทางที่วิ่ง เวลาที่วิ่ง อัตราการเต้นของหัวใจ การเต้นชีพจรเฉลี่ย เวลา Pace ความเร็วเป็นต้น
       
       ทั้งนี้ ในส่วนของอัตราการเต้นของหัวใจผู้ใช้จำเป็นต้องเข้าไปตั้งอัตราการเต้นหัวใจเวลาพัก กับ การเต้นหัวใจขณะออกกำลังกายหนักๆที่สูงที่สุด เพื่อที่ตัวแอปพลิเคชันจะนำไปคำนวน HR Zone ที่เหมาะสมกับแต่ละคน 


แน่นอนว่าเมื่อออกกำลังกายเรียบร้อยแล้ว ตัวแอป จะทำการเก็บข้อมูลทั้งหมดออกมาแสดงผล โดยผู้ใช้สามารถกดเข้าไปดูได้ในแถบของ History ที่จะแสดงผลว่าเป็นกิจกรรมแบบใด อัตราการเต้นหัวใจเฉลี่ยเท่าไหร่ สูงสุดเท่าไหร่ ระยะเวลาออกกำลังกายทั้งหมด ระยะทางทั้งหมด Pace เฉลี่ย ปริมาณแคลอรี่ที่เผาผลานไป 


   รวมไปถึงเส้นทางการออกกำลังกาย ที่จะมีกราฟแสดงการเต้นของหัวใจโซนต่างๆ และเข้าไปดูถึงกราฟในส่วนของ HR Pace Elevation และ Cadence กับตาราง Splits ที่แสดงช่วงเวลา Pace ที่เร็วที่สุด และช้าที่สุด
       
จุดขาย
       
       - หูฟังสำหรับออกกำลังกายที่ออกแบบมาเหมาะกับใบหู ไม่หลุดขณะออกกำลังกาย
       - ฟังก์ชันวัดอัตราการเต้นของหัวใจ และแอปพลิเคชันที่วิเคราะห์ข้อมูล
       - มีปุ่มควบคุม ที่รองรับการสั่งงานต่างๆได้ โดยไม่ต้องกดที่สมาร์ทโฟน
       - แอป Jabra Sport รองรับทั้ง iOS และ Android
       
ข้อสังเกต/ตอบจุดขายหรือไม่
       
       - ราคาค่อนข้างสูง
       - แบตเตอรีใช้งานต่อเนื่องได้แค่ 4.5 ชั่วโมง
       
ฟันธง! ความคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่เสียไป
       
       ถ้าใครที่เป็นผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกาย อย่างวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือออกกำลังผ่านเครื่องออกกำลังกาย และนิยมที่จะฟังเพลงไปด้วย เชื่อว่า Jabra Pukse จะเข้ามาตอบโจทย์ในการใช้งานแน่นอน เพราะด้วยการที่ออกแบบมาสำหรับการออกกำลังกายโดยเฉพาะ ทำให้สวมใส่ได้แน่น ไม่หลุดจากหูเหมือนหูฟังทั่วไป

ในขณะเดียวความสามารถที่เพิ่มมาอย่างการที่เป็นหูฟังบลูทูธ และเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ ก็จะมาช่วยตอบโจทย์กับกลุ่มผู้ใช้ที่ต้องการข้อมูล เพื่อนำไปปรับปรุงการออกกำลังกายให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด อย่างเช่นการคุมช่วงการเต้นของหัวใจ ในการวิ่ง และปั่นจักรยาน
       
       แต่แน่นอนว่ากับราคาจำหน่ายที่ 6,990 บาท อาจทำให้ผู้ให้หลายคนเกิดอาการลังเล ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้แล้วว่า จำเป็นไหมกับหูฟังไร้สายที่วัดชีพจรได้       
..................................

ขอบคุณ CBizReview
สำหรับ ภาพ และ เนื้อหา 

      







วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557

Asus Zenfone 5

                 
                 



กลายเป็น 1 ในสมาร์ทโฟนราคาสุดคุ้มในตลาดตอนนี้ไปอย่างไม่ต้องสงสัย กับ Asus Zenfone 5 ที่ออกมาจับตลาดกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการสมาร์ทโฟนราคาประหยัด แต่ประสิทธิภาพสูง ส่งผลให้ช่วงแรกที่วางขายถึงกับของขายตลาด และถือเป็นแนวโน้มที่ดีของแบรนด์ไอที ที่เข้ามาลุยในตลาดสมาร์ทโฟนอีกราย

จุดเด่นหลักของ Zenfone 5 คือเรื่องของความคุ้มค่าด้วยหน่วยประมวลผลระดับควอดคอร์ หน้าจอ 5 นิ้ว ในราคา 5,990 บาท ประกอบกับชื่อชั้นของแบรนด์เอซุส ที่ได้รับการยอมรับจากตลาดพีซี และโน้ตบุ๊ก ช่วยให้สินค้าในตระกูล Zenfone มีที่ยืนได้ตลาดได้


การออกแบบและสเปก 


    ในแง่ของการออกแบบ ถือว่าเป็นไปตามสมัยนิยมของสมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่ ประกอบกับเอซุส ได้นำแนวคิดของการออกแบบผลิตภัณฑ์ภายใต้ปรัชญา เซน (Zen) เช่นเดียวกับในสินค้าโน้ตบุ๊กตระกูล Zen ทำให้ Zenfone 5 จะมีควบโฉบเฉี่ยวของขอบเครื่อง และฝาหลังที่เป็นแนวโค้งรับกับการถือใช้งาน ตัวเครื่องมีขนาด 148.2 x 72.8 x 10.34 มิลลิมเตร น้ำหนักราว 145 กรัม มีให้เลือกด้วยกัน 3 สี คือ ขาว ดำ และทอง

   ด้านหน้า - ที่เห็นเป็นหลักเลยคือหน้าจอ Gorilla Glass 3 ที่เป็นแบบ IPS ขนาด 5 นิ้ว ความละเอียด HD (1,280 x 720 พิกเซล) โดยมีโลโก้ ‘ASUS’ สีเงินพาดอยู่ส่วนบนจอ แนวเดียวกับลำโพงสนทนา และมีกล้องหน้าความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ส่วนล่างหน้าจอเป็นปุ่มสัมผัส ย้อนกลับ โฮม และแอปฯที่ใช้งานล่าสุด ที่ไม่มีไฟแอลอีดีส่อง ทำให้เวลาใช้งานในที่มืดต้องใช้ความเคยชิน


  ด้านหลัง - อย่างที่บอกว่าฝาหลังจะมีความโค้งอยู่จากบริเวณขอบที่บาง เข้ามาตรงกลางจะหนาขึ้น โดยมีกล้องหลักความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช ที่มีโลโก้อยู่กึ่งกลาง ถัดลงมาส่วนล่างจะเป็นสัญลักษณ์ของหน่วยประมวลผล ชื่อซีรีส์ และช่องลำโพง


สำหรับสเปกภายในของ Zenfone 5 ใช้หน่วยประมวลผล Intel Atom Z2560 ที่เป็นควอดคอร์ 1.6 GHz RAM 2 GB พื้นที่เก็บข้อมูลภายในตัวเครื่อง 8 GB (เอซุสแจ้งว่าโมเดลที่ขายหลังสิงหาคมจะเป็นรุ่น 16 GB) ที่สามารถใส่ไมโครเอสดีการ์ดเพิ่มได้สูงสุด 64 GB ทำงานบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 4.3
       
       ด้านการเชื่อมต่อรองรับการใช้งาน 3G ทุกคลื่นความถี่ ที่ความเร็วในการดาวน์โหลดสูงสุด 42 Mpbs และ 5.76 Mbps ส่วน Wi-Fi รองรับมาตรฐาน 802.11 b/g/n บลูทูธ 4.0 วิทยุ FM และจีพีเอส


       สำหรับแอปพลิเคชันที่ติดตั้งมาให้ในเครื่อง จะมีทั้งกระจก กล้อง แกลลอรี่ ข้อความ ค้นหาด้วยเสียง เครื่องคิดเลข ตัวจัดการไฟล์ โปรไฟล์เสียง ตัวช่วยประหยัดพลังงาน โทรศัพท์ นาฬิกา บันทึกย่อ บันทึกเสียง รายชื่อ เว็บเบราว์เซอร์ ปฏิทิน เพลง ไฟฉาย วิทยุ อีเมล บริการต่างๆจากกูเกิล และของเอซุสเอง


       ตัวจัดการไฟล์ นอกจากจะใช้เข้าถึงไฟล์ในตัวเครื่องแล้ว ยังสามารถใช้ดูไฟล์ในระบบคลาวด์อย่าเว็บสตอเรจของ      เอซุส ดรอบบ็อกซ์ วันไดร์ฟ และกูเกิลไดร์ฟได้ด้วย ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกย้าย คัดลอก เปลี่ยนชื่อ ลบได้จากภายใน      แอปฯนี้


ขอบคุณข้อมูลจาก CBIZreview

__________________________________________________________________________


ขอบคุณคลิป papayatop.com
       

วันอังคารที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2556

iOS7

 
หลังจากงานแอปเปิลเปิดตัว iOS 7 ไปแล้วที่งาน WWDC 2013 แน่นอนมันได้สร้างความประหลาดใจให้กับแฟนแอปเปิลทั่วโลก เพราะ iOS 7 มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของแอปเปิล ด้วยอินเตอร์เฟซของ iOS 7 ที่ถูกออกแบบใหม่ทั้งหมด เรียกได้ว่าฉีกความเป็น iOS แบบเดิม ๆ ไปทั้งหมด
 

  
เมื่อ วันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา ..
แอปเปิลปล่อยอัพเดท iOS 7 ระบบปฏิบัติการรุ่นล่าสุด ให้กับผู้ใช้ iPhone, iPad และ iPod touch ทั่วโลกได้อัพเดทกันไปเรียบร้อยแล้ว โดยสามารถอัพเดทได้ผ่านตัวเครื่องโดยตรง (OTA) ไปที่ Settings -> General -> Software Update หรือจะเลือกอัพเดทผ่านโปรแกรม iTunes ก็ได้ ก่อนจะอัพเดท iOS 7 ควรมีพื้นที่ว่างบนอุปกรณ์อย่างน้อย 3.1GB             
                                                                                                                  
คลิ๊กดู      
v v v v                  
วิธีการอัพเดทเฟิร์มแวร์ iOS แบบ OTA (Over The Air)

สำหรับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่บน iOS 7 ครั้งนี้ถูกออกแบบโดย Jonathan Ive เป็นคนออกแบบอินเตอร์เฟซใหม่ทั้งหมด มาพร้อมแนวคิด "Flat Design" ที่จะเน้นไปที่ความบาง, ตายตัว, เรียบง่ายและดูดีขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้หน้าใหม่ iOS 7 ยังมาพร้อมฟีเจอร์ใหม่เพียบ ส่วนจะมีฟีเจอร์ใหม่แกะกล่องมีอะไรบ้าง มาติดตามกันเลย